ฐานพระพุทธรูปและพระเครื่อง
หน้าแรก » บทความ » ฐานพระพุทธรูปและพระเครื่อง
พระพุทธรูปองค์แรกของโลก เกิดขึ้นที่แคว้นคันธารราฐ อยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย ปัจจุบันอยู่ในปากีสถานและบางส่วนของอัฟกานิสถาน ในอดีตเป็นศูนย์กลางอารยธรรมของเปอร์เซีย กรีก โรมัน และอินเดีย

            ปฐมอุบัติเกิดขึ้นก่อนคริสตกาลราว 330 ปี พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชกษัตริย์กรีก แห่งมาซิโดเนีย เข้ายึดอาณาจักรเปอร์เซีย โดยข้ามเทือกเขาฮินดูกูฐ ยึดตักศิลาและแคว้นปัญจาบของอินเดีย ทำให้อารยธรรมกรีก-โรมัน เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในบัคเตรียและคันธารราฐ แม้จะถูกพระเจ้าจันทรคุปต์ราชวงศ์โมริยะขับไล่ออกไปในเวลาต่อมาก็ตาม

            ล่วงถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช อินเดียเป็นผู้นำทางการเผยแพร่พุทธศาสนา พระองค์ทรงขยายอาณาเขตยึดบัคเตรีย และสถาปนาพุทธศาสนาโดยการส่งมัชฌินติกเถระและมหารักขิตเถระมายังดินแดนแถบนี้ ทรงสร้างสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามากมาย อาทิ ธรรมจักรกับกวางหมอบแทนการปฐมเทศนา แท่นดอกบัวแทนการประสูติ, พระสถูปแทนการปรินิพพาน หรือ การสร้างรอยพระพุทธบาท หากยังมิได้มีการสร้างพระพุทธรูป จนหลังสมัยของพระองค์ผู้เลื่อมใสศาสนาพราหมณ์เข้ามามีอำนาจแทนที่ นับเป็นกลียุคของพุทธศาสนาในอินเดีย จนกระทั่งมีแม่ทัพกรีก ชื่อ เมนันเดอร์ หรือรู้จักกันดีในนาม พระเจ้ามิลินท์ ผู้ถกเหตุผลทางพุทธศาสนากับพระนาคเสนใน "มิลินทปัญหา" ได้ยึดครองบัคเตรีย อิทธิพลของการนับถือรูปเคารพเยี่ยงกรีกและโรมัน จึงได้แพร่หลายไปตามแถบลุ่มแม่น้ำคาบูลและสินธุ ในแคว้นคันธารราฐ


พระพุทธรูปศิลปะคันธารราฐ

            ต่อมาหลังพุทธศตวรรษที่ 6 พระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะได้ยึดครองคันธารราฐ และทรงประกาศตัวเป็นองค์อุปถัมภกพระพุทธศาสนาและแก้ไขดัดแปลงศิลปะพระพุทธรูปขึ้น จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธรูปองค์แรกในโลกอุบัติขึ้นในแคว้นคันธารราฐ โดยได้รับอิทธิพลของกรีก-โรมัน ทั้งด้านความเชื่อในการสร้างรูปเคารพและศิลปะผสมผสานอยู่ในระดับสูง อันนับเป็นการกำหนดพุทธลักษณะของพระพุทธองค์ในลักษณาการเยี่ยงมนุษย์ครั้งแรกในโลก พระพุทธปฏิมากรรมรุ่นแรกๆ จึงดูคล้ายเทพเจ้าต่างๆ เช่น ซีอุส อพอลโล พระนาสิกโด่ง พระมัสสุดกงาม พระเกศาหยิกเป็นลอน เยี่ยงฝรั่งชาติกรีก ส่วนจีวรเป็นริ้วธรรมชาติแบบประติมากรรมโรมัน จะเห็นได้ว่าลักษณาการของพระพุทธรูปนั้น ช่างได้สร้างขึ้นตามทฤษฎีมหาบุรุษ เพื่อให้พระพุทธรูปดูแตกต่างจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้นิพนธ์ในตำนานพุทธเจดีย์ ว่า

            "...ในขณะเมื่อแรกคิดแบบพระพุทธรูปนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วหลายร้อยปี รูปพรรณสัณฐานของพระพุทธองค์จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีตัวผู้เคยเห็น มีแต่คำบอกกล่าว...เช่นว่ามีลักษณะอย่างมหาบุรุษในคัมภีร์มหาปุริสลักขณะของพราหมณ์ ซึ่งแต่งไว้แต่ก่อนพุทธกาล...ถ้าทำเป็นพระพุทธรูปแต่เป็นอย่างสมณะ ก็จะสังเกตยากว่าพระพุทธรูปหรือรูปพระสาวก...พระพุทธรูปจึงมีพระเกตุมาลาด้วยประการฉะนี้..."

            นับแต่นั้น “พระพุทธรูป” จึงถือเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พุทธศาสนิกชนทุกชาติทุกภาษากราบไหว้บูชา เพื่อระลึกถึงคำสั่งสอนของพระองค์ การสร้างพระพุทธรูปกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง และได้พัฒนาทำเป็นพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามเรื่องราวและอิริยาบถในพระพุทธประวัติสืบต่อมา 


ฐานหน้ากระดาน หรือ ฐานเขียง

            ฐานพระพุทธรูป นั้น เมื่อครั้งมีการสร้างพระพุทธรูปรุ่นแรกๆ อาสนะขององค์พระพุทธเจ้าจะจำลองมาจากฐานใต้โพธิบัลลังก์ หากเป็น “พระพุทธรูปยืน” มักไม่ทำฐานรอง แต่ทำเป็นแกนเหล็กเสียบยึดองค์พระกับพื้น หรือจำหลักติดกับผนังไปเลย หากเป็น “พระพุทธรูปนั่ง” ก็จะจำลองเป็น “ฐานหน้ากระดาน หรือ ฐานเขียง” อันมีลักษณะเรียบและโค้งเป็นครึ่งวงกลมหรือเป็นวงกลมรอบองค์พระ ประการสำคัญ “ฐานพระพุทธรูป” นั้น สังเกตว่ายิ่งเก่าจะยิ่งเรียบง่ายไม่มีลวดลายใดๆ

            ด้วยแนวคิดตาม ‘คติจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิ’ ที่แพร่หลายทั้งในลัทธิพราหมณ์และพุทธ ทำให้องค์พระพุทธรูปและบรรดาเจดีย์ในพุทธศาสนา อันได้แก่ ธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ ธรรมเจดีย์ และอุเทสิกเจดีย์ มีลักษณะเป็นแกนกลางของจักรวาลไปด้วย ดังนั้น ฐานของเจดีย์ประเภทต่างๆ จึงถูกจินตนาการให้มีสภาพเป็นป่าหิมพานต์ อันตั้งอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วยฝูงสัตว์ใหญ่น้อยและสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ เราจึงมักเห็นฐานขององค์พระจำหลักเป็น “รูปสัตว์หิมพานต์” หรือทำเป็น “รูปขาสิงห์” อันหมายถึง ราชสีห์ในป่าหิมพานต์


ฐานปัทม์

            นอกจากนี้ คติทางพุทธศาสนายังเชื่อในความเกี่ยวพันของดอกไม้ประจำศาสนาชนิดหนึ่ง คือ ‘ปทุมมาลย์ หรือ ดอกบัว’ บรรดาช่างฝีมือจึงรังสรรค์ฐานอีกชั้นหนึ่งของสิ่งสักการะให้เป็นรูปดอกบัวบ้าง ดอกบัวคว่ำบ้าง ดอกบัวหงายบ้าง หรือทั้งบัวคว่ำบัวหงายก็มี เรียกว่า “ฐานปัทม์” บางครั้งเป็นการยากที่จะทำดอกบัวเป็นกลีบๆ ติดเข้าไป ก็จะทำเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการคว่ำการหงาย โดยสังเกตได้จากด้านข้าง ซึ่งฐานชั้นนี้จะไม่โค้งเป็นขาสิงห์ หากแต่จะโค้งเป็นบัวบานและบัวคว่ำ ตรงกลางอาจทิ้งพิ้นที่รอยต่อไว้เป็นท้องไม้


ฐานเขียง ฐานขาสิงห์ และฐานปัทม์

            ดังนั้น ขนบฐานพระพุทธรูปและพระเครื่องจะมีภาพรวมเหมือนกันคือ ชั้นล่างสุดจะเป็นฐานหน้าเรียบที่เรียกว่า “ฐานหน้ากระดาน หรือ ฐานเขียง” ถัดขึ้นไปจะเป็นชั้น “ฐานขาสิงห์” ชั้นที่สามอยู่บนสุดจะทำเป็น “ฐานปัทม์ หรือ ฐานบัว”


ฐานผ้าทิพย์

            คำว่า "ฐานชุกชี" (ชุก-กะ-ชี) ที่เราเรียกฐานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปนั้น มีเค้าว่าจะมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ฐานที่นั่ง ซึ่งถ้าแปลตามตัวจะหมายถึง ที่รวมของพระสงฆ์ (ชีหมายถึงนักบวช) จึงมักนิยมนำผ้าทิพย์ห้อยพาดลงตรงกลางเรียกกันว่า “ฐานผ้าทิพย์” บ้างก็เรียก “วัชรอาสน์” นั่นเอง


พระผงสุพรรณ                             พระรอด                                พระสมเด็จวัดระฆัง

            ฐานของพระเครื่องก็มีพัฒนาการและขนบเช่นเดียวกัน ที่มีฐานเขียงรองชั้นเดียว เช่น พระผงสุพรรณ ที่มีฐานหลายชั้น เช่น พระรอด ส่วนที่เห็นเป็นขนบฐานสามชั้นชัดเจน ได้แก่ พระสมเด็จฯ ของ หลวงปู่โต ชั้นล่างสุดทำเป็นแท่งทึบตันปลายสองด้านตัดตรงเรียกฐานเขียง ชั้นต่อมาสองข้างฐานตวัดโค้งเป็นขาสิงห์ ส่วนฐานชั้นบนสุดทำเป็นแนวยาวกลมซึ่งก็คือฐานปัทม์หรือฐานบัวคว่ำบัวหงายครับผม

โดย อาจารย์ราม วัชรประดิษฐ์ แฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง

Share : แบ่งปันไปยัง facebook

 บทความอื่นๆ

ประกาศจากระบบ