พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร
หน้าแรก » บทความ » พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จ.พิจิตร
หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน หรือ วัดหิรัญญาราม จ.พิจิตร พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคมความศักดิ์สิทธิ์ มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั่วไปมาตั้งแต่อดีตสืบจนปัจจุบัน วัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหา โดยเฉพาะ “พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์หล่อโบราณ”

     หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ เป็นชาวบ้านบางคลานโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2351 สมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของนายอู๋ และ นางฟัก ในปี พ.ศ.2356 ลุงได้พาไปอยู่กรุงเทพฯ จนเติบโตเข้าศึกษาเล่าเรียนได้จึงได้นำไปฝากไว้ที่วัดตองปู (วัดชนะสงคราม) พออายุได้ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชนะสงคราม ได้ฉายา “พุทธโชติ” ศึกษาร่ำเรียนพระธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐาน ท่านยังได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม และ หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า พระเกจิผู้เรืองวิทยาอาคม
     ต่อเมื่อโยมปู่ของท่านป่วยหนัก ท่านจึงได้เดินทางกลับมายัง อ.โพทะเล จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม 1 พรรษา แล้วย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ต่อมาจึงย้ายไปอยู่หมู่บ้านวังตะโกซึ่งลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า โดยนำกิ่งโพธิ์จากวัดเดิมมาด้วย 1 กิ่ง ตั้งจิตอธิษฐานว่า “... ถ้าจะเจริญรุ่งเรือง ขอให้ต้นโพธิ์นี้เจริญงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่...” กาลต่อมาปรากฏว่าต้นโพธิ์ของท่านได้เจริญงอกงามดังคำอธิษฐาน นับตั้งแต่นั้นตลอดมา วัดวังตะโกหรือวัดหิรัญญาราม ก็เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ ชื่อเสียงของหลวงพ่อได้ขจรไปทั่วทุกทิศานุทิศ มีคนมาขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยความเคารพศรัทธามิได้ขาด มาขอเครื่องรางของขลัง, รักษาโรคภัยไข้เจ็บ, อาบนํ้ามนต์ ฯลฯ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ และสมณศักดิ์เป็นที่เจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา
     หลวงพ่อเงิน มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์เดือน 10 แรม 11 ค่ำ ปีมะแม เวลา 5.00 น.ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2462 ณ วัดวังตะโก ต.บางคลาน อ.บางคลาน จ.พิจิตร สิริอายุ 111 ปี 90 พรรษา
      หลวงพ่อเงิน ได้สร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลไว้มากมายแต่มีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งล้วนทรงพุทธคุณเป็นเลิศปรากฏ ทั้งกระพันชาตรี แคล้วคลาด และโชคลาภ ผู้มีไว้ครอบครองต่างหวงแหน ปัจจุบันจึงหาได้ยากยิ่ง และค่านิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา อาทิเช่น ตะกรุด, พระเครื่องหลวงพ่อเงิน, พระเครื่องรูปเหมือน ฯลฯ หลังจากท่านมรณภาพลงก็ยังคงมีการจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อเงินอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ด้วยความเชื่อว่าท่านมาร่วมปลุกเสกด้วยทุกครั้ง ด้วยความศรัทธา พุทธาคมและปาฏิหาริย์จึงปรากฏเฉกเช่นวัตถุมงคลที่ท่านสร้าง
     วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงและนิยมเล่นหากันสุดๆ มีอยู่ 4 พิมพ์ใหญ่ ซึ่งอายุการสร้างถึงปัจจุบันก็ประมาณ 100 ปี ประกอบด้วย รูปหล่อพิมพ์นิยม รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา เหรียญหล่อพิมพ์จอบใหญ่ และ เหรียญหล่อพิมพ์จอบเล็ก และยังแยกเป็นพิมพ์ย่อยๆ ได้ดังนี้ พระรูปหล่อพิมพ์นิยม แยกย่อยเป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์นิยม A และ พิมพ์นิยม B พระรูปหล่อพิมพ์ขี้ตา แยกย่อยเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์สามชาย พิมพ์สี่ชาย และ พิมพ์ห้าชาย เหรียญรูปหล่อพิมพ์จอบใหญ่ แยกออกได้เป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์จอบใหญ่ A และ  พิมพ์จอบใหญ่ B และ เหรียญรูปหล่อพิมพ์จอบเล็ก แยกออกได้เป็น 4  พิมพ์ คือ พิมพ์แข็งตรง พิมพ์แข็งติด พิมพ์เท้ากระดก และพิมพ์ตาขีด

         

     โดยขอนำแนวทางการพิจารณา พระหลวงพ่อเงิน ของ ผศ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ หนึ่งในกูรูผู้ชำนาญการด้านพระเครื่อง-พระบูชา มาเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาดังนี้ ...
     พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน สร้างเมื่อปี พ.ศ.2460 โดยติดต่อว่าจ้างโรงงานบ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรีเป็นผู้หล่อ เมื่อแต่งเรียบร้อยแล้ว ทางวัดบางคลานประกอบพิธีปลุกเสกที่วัดตะโก โดย หลวงพ่อเงิน เป็นประธานพิธีปลุกเสก
      การหล่อนั้นหล่อด้วยโลหะผสม คือ ‘เนื้อทองเหลืองผสม’ โดยใช้กรรมวิธีหล่อแบบโบราณเรียกว่า “หล่อดินไทย” คือ เมื่อฉีดหุ่นเทียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องนำหุ่นเทียนมาติดก้านฉนวน มีฉนวน 2 ขนาด คือ ฉนวนใหญ่และฉนวนเล็ก โดยติดเป็นช่อ ช่อละประมาณ 20 องค์ ประเด็นสำคัญของการดูพระแท้ก็คือ ‘ดินขี้วัว’ (เนื่องจากต้องใช้ดินผสมขี้วัวมาพอกทั้งก้านฉนวนทั้งหมด เพราะถ้าดินธรรมดาที่ไม่ได้ผสมขี้วัว ดินที่พอกช่อกริ่งจะไม่เหนียวพอ เมื่อถูกความร้อนดินพอกจะแห้งและระเบิดแตกออกจนหล่อโลหะไม่ได้) โดยนำเอาดินพอกฉนวนพระไปวางเรียงและเผาไฟโดยรอบให้ร้อนจัด เพื่อให้เทียนในก้านฉนวนพระละลายไหลออกให้หมด เป็นดินพอกที่ภายในกลวงเป็นรูปองค์พระ นำดินพอกฉนวนพระกลับมาตั้งให้ตรง จากนั้นนำโลหะที่หลอมจนละลายค่อยๆ เทลงในรูจนฉนวนเต็มทั้งก้าน โดยมีช่องระบายอากาศและระบายความร้อน เพื่อให้เนื้อโลหะหล่อได้เต็มทั้งก้าน เมื่อเทโลหะเรียบร้อยแล้ว ต้องนำดินทั้งก้านไปตากอากาศไว้ข้ามคืนให้ดินที่พอกเย็นสนิท วันรุ่งขึ้นจึงจะสามารถทุบเบ้าดินออก เห็นเป็นพระรูปหล่อหลวงพ่อเงินเป็นทั้งก้าน ถ้าหล่อได้เต็มทั้งก้านก็แปลว่าใช้ได้ ถ้าหล่อไม่เต็มหรือไม่สมบูรณ์ก็ต้องตัดออกเป็นชนวนหล่อใหม่ พระที่สมบูรณ์แล้ว ตัดก้านออก แต่งก้านและองค์พระเล็กน้อย ส่งมอบให้หลวงพ่อเพื่อนำเข้าพิธีปลุกเสก
     ผิวขององค์พระจะเป็นเนื้อทองเหลืองหล่อ โดยมีผิวพรรณของกรวดทรายที่ผสมในดินขี้วัว ความพรุนของผิวโลหะ จึงเป็นการดูพระแท้ได้อีกจุดหนึ่ง ประเด็นที่สอง คือ จะต้องมีขี้วัวสีเขียวจับอยู่ในส่วนลึกขององค์พระ โดยมีผิวไฟสีเทาดำผสมจับแน่น พระมีอายุร่วม 100 ปี ผิวไฟและดินขี้วัวจะจับแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นแนวทางการดูพระแท้ที่สำคัญนอกเหนือจากพุทธลักษณะขององค์พระ ซึ่งปัจจุบันถอดพิมพ์ได้เหมือน 100% แต่ผิวไฟและดินขี้วัวที่ได้อายุ ปลอมไม่ได้
     ปัญหาที่ว่า เมื่อพระบางองค์ใจร้อนต้องการถอดพิมพ์เร็ว จึงใช้น้ำเย็นราดให้ดินที่พอกไว้เย็นเร็วๆ จะเกิดปฏิกิริยา ‘ผิวไฟ’ เป็นสีแดง แต่ก็จะต้องมี ‘ดินขี้วัว’ สีเขียวผสมอยู่ จึงจะนับว่าปลอดภัย
     ดังนั้น พระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ทั้ง 4 พิมพ์ นอกเหนือจากมีรายละเอียดแม่พิมพ์ที่มีมากมายและลงให้เห็นกันบ่อยๆ แล้ว การพิจารณาพระแท้ที่สำคัญอีกประการคือ เนื้อองค์พระ ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบโดยสรุปได้ดังนี้
1. เนื้อเป็นทองเหลืองผสม อายุเกือบร้อยปี เนื้อทองเหลืองผสมจะกลับคล้ำลงไป เราเรียกว่า มีสนิมตีนกา มีสีที่เท่าๆ กันหมดทุกองค์
2. ผิวจะต้องมีรอยพรุนของกรวดทราย ตามสัดส่วน ไม่ละเอียดเกินไปและไม่หยาบเกินไป
3. จะต้องมีดินขี้วัวสีเขียวเท่านั้น ผสมกับผิวไฟสีเทาเข้ม มาถึงทุกวันนี้จะเป็นสีเขียวอมดำ
     “... พระหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ไม่มีดินขี้วัวและผิวไฟ  เล่นไม่ได้...” ครับผม



โดย   อ.ราม  วัชรประดิษฐ์

Share : แบ่งปันไปยัง facebook

 บทความอื่นๆ

ประกาศจากระบบ