พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร
หน้าแรก » บทความ » พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร

     พระกริ่งไพรีพินาศ หนึ่งในพระกริ่งยอดนิยมของวัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นพระกริ่งรุ่นแรกที่จำลองแบบพิมพ์มาจาก ‘พระบูชาไพรีพินาศ’ องค์ต้นแบบ ที่มีผู้นำมาถวาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ นับที่เป็นที่นิยมสะสมอย่างกว้างขวางในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องมาแต่อดีต ปัจจุบันมีค่านิยมสูงและหาดูหาเช่ายากยิ่ง

     ในโอกาสที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 13 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี พ.ศ.2495 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงรับบำเพ็ญกุศลฉลองพระชนมายุถวายเป็นพระราชกุศล มีการประกอบพิธีเททองหล่อพระพุทธปฏิมา เพื่อเป็นทีฆายุมหามงคลแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า และจัดสร้างพระบูชาและพระเครื่อง นามว่า "พระไพรีพินาศ" อันเป็นพระเครื่องพระบูชาที่จะเป็นเครื่องเตือนสติให้บุคคลพึงกำจัดกิเลส ความหลง อันเป็นไพรีภายในใจตนเอง ประกอบด้วย พระบูชา พระเครื่อง เหรียญ ฯลฯ รวมทั้ง "พระกริ่งไพรีพินาศ" แต่พิธีการสร้างได้ดำเนินการมาถึงปี พ.ศ.2496
     สำหรับ "พระกริ่งไพรีพินาศ" นั้น จะมีพุทธลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ กล่าวคือ เนื้อโลหะที่สร้างพระกริ่ง เป็นเนื้อทองเหลืองที่มีลักษณะพิเศษ คือ สีสันของเนื้อทองเหลือง แม้ตกมาถึงปัจจุบันก็ยังคงเป็นสีเหลืองสดใสที่อมเขียวอย่างเจือจางเล็กน้อย เพียงพื้นผิวจะคล้ำลงบ้างเท่านั้น เนื่องจากอายุการสร้างที่ยาวนาน
     นอกจากนี้ กรรมวิธีการสร้างยังจัดสร้างตามแบบ "ตำนานพระกริ่ง" ที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพุทธศิลปะการเทแบบโบราณ ไม่มีการแต่งผิวหรือแต่งองค์พระ หรือที่เรียกว่า "หล่อโบราณ" คือ หลังจากได้เป็นองค์พระกริ่งที่ฉีดเทียนเรียบร้อยแล้ว นำเทียนพระกริ่งมาแนบติดกับก้านชนวนเทียนพระกริ่ง ซึ่งเป็นก้านยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง ติดก้านพระกริ่งได้ประมาณ 20-30 องค์ เมื่อตากก้านหล่อเทียนของพระกริ่งจนแห้งเรียบร้อย ต้องนำมาพอกด้วย "ดินขี้วัว" อันเป็นสูตรสำคัญ หรือโบราณเรียกว่า "ดินไทย" พอกให้หนา จากนั้นดามด้วยเหล็กให้แข็งแรง เสร็จแล้วพอกด้วยดินขี้วัวอีกครั้งให้มีความหนาโดยรอบพระกริ่งประมาณไม่น้อยกว่า 1 นิ้ว นำไปผึ่งลมให้แห้งสนิท รอกรรมวิธีการหล่อโลหะอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น เอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผิวขององค์พระจะปรากฏดินขี้วัวจับอยู่ ซึ่งจะไม่หนาเป็นปึก และจับอยู่ในรูพรุนละเอียดทั้งองค์พระ โดยสีของดินขี้วัวจะเป็นสีเขียวอมดำเข้ม

     พระกริ่งไพรีพินาศ มีทั้งหมด 2 พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานบัวเหลี่ยม และ พิมพ์ฐานบัวแหลม ซึ่งมีพุทธลักษณะที่เหมือนกัน คือ จะมีขนาดเท่ากันทุกองค์ ลักษณะการถอดหุ่นเทียนด้านข้างโดยรอบซึ่งเกิดจากการประกบพิมพ์จะเป็น ‘ตะเข็บ’ ให้เห็นคมชัด นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นพระกริ่งแบบเทตัน แล้วนำมาเจาะอุดเม็ดกริ่งที่ใต้ฐาน ที่ก้นของพระกริ่งจะเป็นรอยตะไบและรอยเสี้ยน อันเกิดจากร่องรอยของการตะไบให้เรียบหลังจากการอุดก้นหลังใส่เม็ดพระกริ่งลงไป อันนับเป็น ‘ตำหนิสำคัญ’ ของการดูพระแท้อีกประการหนึ่ง
          - เม็ดพระศกด้านหน้าเป็นเม็ดกลมโต มี 9 เม็ด
          - พระเนตรจะมีเม็ดตาดำรูปกลมแบน ค่อนข้างนูนต่ำ
          - พระหัตถ์ข้างขวาหงายขึ้น
          - ฐานด้านหลังด้านล่างเป็นตัวหนังสือบุ๋ม ‘ไพรีพินาศ’ ซึ่งติดคมชัดเจน
          - สัณฐานขององค์พระด้านขวาจะยกสูง ด้านซ้ายทรุดต่ำลงเล็กน้อย

     ส่วนความแตกต่างของพระกริ่งไพรีพินาศทั้ง 2 พิมพ์ จะอยู่ที่ "ฐานบัว" ตามชื่อของพิมพ์ คือ บัวเหลี่ยม และ บัวแหลม นอกจากนี้ เกสรบัวของ ‘พิมพ์บัวแหลม’ จะค่อนข้างชัดกว่า และเม็ดพระศกด้านหลังของ ‘พิมพ์บัวเหลี่ยม’ จะเป็นเม็ดกลมโตเหมือนด้านหน้า แต่ ‘พิมพ์บัวแหลม’ จะไม่ติดเป็นเม็ดกลมครับผม

 

โดย อ.ราม วัชรประดิษฐ์

Share : แบ่งปันไปยัง facebook

 บทความอื่นๆ

ประกาศจากระบบ