สุดยอดแคล้วคลาด คงกระพัน และเมตตา หลวงปู่ขุ้ย วัดซับตะเคียน จ.เพชรบูรณ์
หน้าแรก » กรุพระ » เครื่องรางของคลัง » สุดยอดแคล้วคลาด คงกระพัน และเมตตา หลวงปู่ขุ้ย วัดซับตะเคียน จ.เพชรบูรณ์

     หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม วัดซับตะเคียน จ.เพชรบูรณ์ ‘พระอริยสงฆ์แห่งลำน้ำกง’ ศิษย์เอก หลวงพ่อทบ ชนแดน ที่เคารพศรัทธาและเลื่อมใสของชาวเมืองเพชรบูรณ์และจังหวัดใกล้เคียง ท่านเป็นพระเกจิยุคโลกาภิวัตน์ ใช้ธรรมะสอนสั่งสาธุชนให้ทำมาหากินด้วยความสุจริต อดทน และขยันหมั่นเพียร ห่างไกลอบายมุข มีความสมถะและพอเพียง ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วัตถุมงคลของท่านเป็นเลิศครบครัน ทั้งเมตตา แคล้วคลาด และคงกระพัน เป็นที่แสวงหาอย่างกว้างขวาง

     พระอธิการวิชัยรัตน์ หรือ หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม เดิมชื่อ วิชัยรัตน์ หรือ ขุ้ย เกิดที่บ้านท่ามะทัน ต.ท่าอีบุญ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายทองดี-นางทองสุข ท่อนทอง ตั้งแต่เด็กมีนิสัยเด็ดเดี่ยว ซื่อตรง และพูดจริงทำจริง แทนที่จะเที่ยวซนเหมือนเด็กทั่วไป กลับชอบอยู่เงียบๆ และท่องคาถาที่โยมพ่อสอน 
     ท่านได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนใกล้บ้านจนจบชั้นประถมปีที่ 4 โยมบิดามารดาก็ไม่สามารถส่งให้เรียนต่อได้ ท่านจึงบอกกลับไปว่า ‘ถ้าไม่ได้เรียน ท่านจะบวช’ จนประมาณปี พ.ศ.2466 โยมบิดาเสียชีวิต ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรหน้าไฟเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็เกิดความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า เมื่อเสร็จงานศพบิดา จึงขออนุญาตโยมมารดาบวชเรียนต่อไป 
     ต่อมา สามเณรขุ้ย ได้ทราบถึงกิตติศัพท์ หลวงพ่อทบ วัดพระพุทธบาท อ.ชนแดน พระเกจิชื่อดัง จึงเกิดศรัทธา เดินทางจากบ้านเกิดไปยัง อ.ชนแดน เพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์อยู่รับใช้อุปัฏฐาก ตักน้ำ เทกระโถนน้ำหมาก ล้างบาตร ปัดกวาดเสนาสนะ ด้วยความเมตตา หลวงพ่อทบจึงถ่ายทอดสรรพวิชาคาถาต่างๆ จนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การทำตะกรุดโทน ลงเลขยันต์คาถา ผ้ายันต์ การสร้างพระกริ่งหล่อตามประเพณีโบราณ ผลสัมฤทธิ์ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานและกำหนดจิต จนแก่กล้าขึ้นตามลำดับ สามารถเสกข้าวสารให้ไก่กิน ท่านก็ตั้งใจเรียนรู้และฝึกฝนจนแตกฉานและเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง 
     ครั้นอายุได้ 22 ปี จึงเข้าพิธีอุปสมบท ที่ วัดศรีมงคล อ.หล่มสัก โดยมี พระมหาหยวก เจ้าคณะอำเภอหล่มสัก เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการคำปัน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระอธิการวันดี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ฐิตธัมโม” หลังอยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ได้ 2 พรรษา จึงได้กราบลาเดินทางไปจำพรรษายังวัดชนแดนอีกครั้ง เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมและปฏิบัติกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อทบเพิ่มเติม จากนั้นกราบลาพระอาจารย์ออกธุดงควัตรไปยังสถานที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ 
     ปี พ.ศ.2486 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าอีบุญ จึงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่ระยะหนึ่ง แล้วขอลาออกเพื่อออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ อีกครั้ง อาทิ จำปาสัก ประเทศลาว ประเทศเขมร ตลอดระยะทาง ท่านได้สนทนาธรรมกับพระสายวัดป่าหลายรูป และศึกษาไสยเวทจากอาจารย์เขมรและลาวหลายรูปเช่นกัน จนปี พ.ศ.2517 ท่านได้ธุดงค์มาตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ถึงบ้านท่าด้วง ได้เล็งเห็นถึงความเจริญในอนาคต ทั้งที่เป็นอยู่ คือ บ้านป่าดงดิบ เต็มไปด้วย เสือ ช้าง และสัตว์มีเขี้ยวพิษนานาชนิด และเต็มไปด้วยไข้ป่า ท่านจึงหยุดธุดงค์และชักชวนญาติโยมแถวนั้นช่วยกันสร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านซับตะเคียน เข้าป่าหาสมุนไพรมารักษาชาวบ้านด้วยตนเอง เพราะอยู่ไกลจากเมืองมาก เมื่อคราวเกิดโรคห่าระบาดท่านก็นำยาสมุนไพรรักษาชาวบ้านจนหายป่วย 
     หลวงปู่ขุ้ย ได้ชักชวนญาติโยมเข้าวัด ฟังธรรม รักษาศีล จนเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้าน ต่อมาคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดซับตะเคียน ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2554 สิริอายุ 90 ปี 2 เดือน 26 วัน 68 พรรษา 
     จากกิตติศัพท์เลื่องลือด้านวิทยาอาคมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อทบ บรรดาศิษยานุศิษย์จึงขอให้ท่านจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อนำเงินมาจัดสร้างเสนาสนะ ศาลา อุโบสถ ฯลฯ ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาหลายรุ่น ซึ่งล้วนปรากฏพุทธคุณเป็นเลิศในด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด จึงมีผู้ศรัทธาเลื่อมใสไปขอบูชามามากมาย ชื่อเสียงของท่านโด่งดังขจรขจายไปในหลายจังหวัดในเวลาอันรวดเร็ว

     วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมสูง มีอาทิ ตะกรุดโทน ตะกรุด 9 ชั้น รูปหล่อลอยองค์ และ พระกริ่งเพชรกลับ ที่สร้างขึ้นตามตำรับโบราณของหลวงพ่อทบ โดยเฉพาะ “ตะกรุดคู่ชีวิต” ที่สร้างตามตำนานตะกรุดคู่ชีวิตอมตะ หลวงพ่อเงิน มาสู่ หลวงพ่อพิธ และตกทอดถึง หลวงพ่อทบ ผู้เป็นบูรพาจารย์ แต่ หลวงปู่ขุ้ย ก็ยังอ่อนน้อมถ่อมตนว่า ไม่ทับรอยครูบาอาจารย์ ขอยกถวายความดีบูชาพระคุณบรมครูทุกรูป และด้วยจำนวนสร้างเพียง 500 ดอก เอาเป็นว่าภายใน 2 วัน หมดแล้ว แถมผู้บูชาต่างเกิดประสบการณ์ปาฏิหาริย์มากมายครับผม
     ปิดท้ายด้วย “คาถาตะกรุดคู่ชีวิต” แม้จะไม่มีของดีอยู่กับตัว ขอได้สวดอาราธนาไว้ก่อนก็ได้ผลเช่นกัน 
     ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า ...
                    วิโส ทะเย เอ สะ นะมะพะทะ พุทธัง กำบังจิต ธัมมัง กำบังกาย สังฆัง กำบังไว พุทธยะคิ ประสิทธิเม

 

โดย อ.ราม วัชรประดิษฐ์

Share : แบ่งปันไปยัง facebook

 เครื่องรางของคลังอื่นๆ

ประกาศจากระบบ